โรคอ้วน ในทัศนะแพทย์แผนจีน

โรคอ้วน แพทย์จีนเรียก เฝ่ย-พ่าง
คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง ส่วนของ “ซู่เวิ่น” เขียนไว้ว่า”คนอ้วนเป็นโรคที่เกิดจากการกินอาหารที่ชั้นเลิศและสมบูรณ์”
แพทย์ในราชวงศ์หมิงชิง เน้นว่า”คนอ้วนอายุไม่ยืนยาว” “คนอ้วนมีความชื้น-เสมหะ สะสมมาก”

เหตุแห่งโรคและการเกิดโรคอ้วน
สาเหตุพื้นฐาน : เกิดจากความ ผิดปกติของการทำงานของกระเพาะ อาหารและม้ามเป็นหลัก (ซึ่งอาจมีผลจากตับและไตมากระทบ) ทำให้มี การสะสมของความชื้น เสมหะขึ้นใน ร่างกาย ซึ่งของเสียเหล่านี้จะไม่ถูก ดูดซึมและไม่ถูกขับถ่าย จะกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ซึ่งภาวะที่ทำให้กระเพาะอาหาร และม้ามมีปัญหาสามารถแยกใหญ่ๆ ได้เป็น 2 อย่าง คือ แบบแกร่งและแบบพร่อง (สามารถแยกละเอียดลงไปได้ประมาณ 7 ประเภท)

ภาวะแกร่ง มีสาเหตุจากกระเพาะอาหารมีความร้อนสะสมมากไป คือมีไฟในกระเพาะอาหารมาก
อาการสำคัญ คือ อ้วน กินเก่ง  หิวเร็ว ท้องอืดแน่น ท้องผูก หน้าแดง ขี้ร้อน เหงื่อมาก คอแห้งกระหายน้ำ ชอบดื่มน้ำเย็นๆ ปัสสาวะเหลืองเข้ม ลิ้นแดง มีฝ้าบนลิ้นเหลือง ชีพจรเต้น เร็วและแรง
แพทย์แผนจีนอธิบายว่า ความร้อนสะสมในกระเพาะอาหาร มักมีผลจากการกินอาหารที่มีคุณสมบัติหยาง เช่น อาหารมัน อาหารทอดๆ อาหารรสหวานจัด อาหารเผ็ด เหล้า ปริมาณมากหรือยาวนาน ในขณะที่ การใช้พลังงาน หรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้ากินตอนดึกๆ กินอิ่มแล้วเข้านอน จะทำให้มีการหมักหมมความร้อนได้มากขึ้น

ผลจากที่กระเพาะอาหารร้อน ทำให้ระบบม้ามที่ทำหน้าที่การย่อยหรือดูดซึมทำงานหนักและทำการย่อยไม่หมด และเสียสมรรถภาพในการทำงาน ยิ่งทำให้อาหารที่ตกค้าง บวกกับน้ำย่อยของเหลวในกระเพาะ อาหารเกิดเป็นความชื้นตกค้าง เป็น ความร้อนชื้น ความร้อนชื้นทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องผูก กระหายน้ำ เหงื่อออกง่าย หงุดหงิด ปัสสาวะเข้ม และกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น

หลักการรักษาคนอ้วนที่เป็นภาวะแกร่งด้วยการฝังเข็ม ยาสมุนไพร

1. ควบคุมความอยากอาหาร
ก. ทำให้กระเพาะอาหาร ลำไส้ทำงานน้อยลง
ข. กระตุ้นจุดฝังเข็มบนใบหู  ที่เกี่ยวกับสมองต่อมไร้ท่อ เพื่อลดความอยากอาหาร และการทำงานของระบบย่อยอาหาร

2. ควบคุมภาวะร้อนของกระเพาะอาหาร ทำให้ลดความร้อนชื้น ทำให้ลดความอยากอาหาร ทำให้การทำงานของม้ามดีขึ้น การย่อยสลายของเสียดีขึ้น การตกค้างของความชื้นเสมหะน้อยลง

3. ทำให้การขับถ่ายอุจจาระดีขึ้น เพื่อลดความร้อนในระบบทางเดินอาหาร และระบายอาหารที่ตก ค้างได้มากขึ้น

4. เพิ่มพลังการทำงานของร่างกาย เพื่อให้มีการเผาผลาญสลายการรวมตัวของไขมัน

5. กระจายความชื้น สลายเสมหะ ขับปัสสาวะ

ภาวะพร่อง โดยทั่วไปมักเกิดจากม้ามพร่อง หรือพลังหยางของไตพร่องแล้วไปกระทบการทำงานของม้าม โรคอ้วนที่เกิดจากภาวะพร่อง จะมีอาการและอาการแสดงออกคือ อ้วน หน้าซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แขน-ขาหนัก กล้ามเนื้อเหลว ตัวบวม เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูกบางครั้งถ่ายเหลว ลิ้นซีด  ฝ้าขาว ชีพจรเบาและลึกแพทย์แผนจีนอธิบายว่า”ภาวะ ม้ามพร่องทำให้การย่อยไม่ดี” ยิ่งเมื่อกระทบความเย็น ความชื้นจากอาหารที่มีคุณสมบัติยินมาก เช่น ผัก สด ผลไม้ ประเภทแตงโม แตงกวาสับปะรด ฝรั่ง ชมพู่ หรือกินเครื่องดื่มชา ดอกคำฝอย อาหารรสเปรี้ยว ส้มแขก น้ำส้มคั้นแช่เย็น อาหารยินเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายในภาวะที่ม้ามพร่อง (ระบบย่อยไม่ดี) จะมีผลทำให้ดูดซึม และย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ เกิดการตกค้างของน้ำและความเย็น เป็นภาวะเย็นชื้นในร่างกาย น้ำและความชื้นเหล่านี้จะเอ่อล้น และไม่สามารถระบายทิ้งสู่ช่วงล่าง เมื่อการขับถ่ายได้ก็จะกระจายตัวไปยัง ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้มีลักษณะเหมือนบวม กล้ามเนื้อฝ่อลีบเนื่องจากการไม่ดูดซึมสารอาหารจึงทำให้ เบื่ออาหาร กินน้อยแต่อ้วนบวม ยังมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรงบางครั้งท้องผูกเนื่องจากขาดพลังในการขับเคลื่อนอุจจาระ บางครั้งท้องเสียเพราะอาหารไม่ย่อย จึงมีแต่อาหารของเหลวที่ไม่ดูดซึมขับออกมา
 

หลักการรักษาผู้ป่วยประเภทนี้

1. เสริมพลังบำรุงม้าม : ทำให้ผู้ป่วยกินอาหารได้มากขึ้น อาหาร ดูดซึมดีขึ้น มีพลังงานในการเผาผลาญ อาหารมากขึ้น ของเสียและความชื้นก็จะไม่ตกค้าง และสามารถลดความอ้วนได้

2. กระตุ้นการขับน้ำ และความ ชื้นที่สะสมในร่างกาย

3. ในรายที่พลังหยางของไตพร่องด้วยต้องเสริมการเสริมพลังความร้อนหยางของระบบไตด้วย ซึ่งต้องใช้เทคนิคในการฝังเข็ม หรือสมุนไพรจีนช่วยจะได้ผลเร็วขึ้น
 

ข้อเปรียบเทียบการรักษาโรคอ้วนการแพทย์ตะวันตกการแพทย์จีน

1. เน้นการควบคุมอาหารที่มีแคลอรีน้อย พวกมัน แป้ง ของทอด และออกกำลังกายให้มากขึ้นเหมือนกัน ข้อแตกต่างคือ คนที่มีภาวะระบบ ม้ามพร่อง การกินอาหารแคลอรีต่ำแต่มีคุณสมบัติเย็น รวมทั้งที่มีรสเปรี้ยวอมน้ำ กลับจะทำให้ภาวะอ้วนรุนแรงขึ้นเพราะไปทำลายการทำงานของระบบม้ามในขณะเดียวกันการรักษาในเชิงศาสตร์แพทย์จีน คนไข้ประเภทนี้เมื่อรักษาแล้วจะกินเก่งขึ้น และอาการท้องเสีย ท้องผูก อ่อนเพลีย ท้องอืด รวมทั้งภาวะอ้วนก็จะดีขึ้นด้วยเป็นการรักษาที่ปัญหาของร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพองค์รวม และภาวะอ้วนด้วย

2. การลดความอยากอาหาร แพทย์สมัยใหม่ใช้ยากดสมอง แพทย์จีนใช้เข็มฝังที่หู ร่างกายใช้เข็มสกัดจุดลดการบีบตัวของลำไส้ ลดความร้อนในกระเพาะอาหาร ทำให้การกินอาหารน้อยลง แต่ในรายภาวะพร่อง กลับต้องกระตุ้นทำให้ความอยากกินอาหารดีขึ้น เพิ่มความร้อนแก่กระเพาะอาหารและม้าม ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะสาเหตุของโรคต่างกันนั่นเอง

3. การฝังเข็ม มุ่งเน้นที่การปรับสมดุลของระบบกระเพาะอาหาร และม้าม และความสมดุลตามหลักปัญจธาตุ อาศัยการกระตุ้นจุดบนเส้นลมปราณไปควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และการ ทำงานของอวัยวะภายในร่างกายซึ่งเป็นการกระตุ้นกลไกของร่างกายเอง ให้หลั่งสารเคมีชีวะ เพื่อปรับสมดุลของระบบการรักษาสมดุลเป็นเรื่อง ที่ต้องใช้เวลาและการรักษาต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง ซึ่งเท่ากับรักษาสุขภาพ องค์รวมไปด้วย ผลการรักษาจะมีผล ต่อเรื่องความอ้วน จะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ค่อยจะเห็นผลประทับใจ สำหรับ ความรู้สึกของผู้ต้องการลดน้ำหนักทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ต้องการรักษาสุขภาพด้วย และลดน้ำหนักโดย ไม่รีบด่วน และต้องอดทน มีความสม่ำเสมอ

การใช้ยาสมัยใหม่จะได้ผลรวดเร็วกว่า แต่มักแยกส่วนจากสุขภาพองค์รวม เป็นที่พอใจและประทับใจสำหรับวัยรุ่น ผู้ที่ต้องการผลรวดเร็วทันตาแต่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มีมากใช้นานๆ มีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมายเมื่อหยุดกินจะมีการกลับมาอ้วนซ้ำได้ง่ายมาก
จึงมีผู้นิยมใช้ยาสมัยใหม่ควบคู่ กับการฝังเข็ม เพื่อให้เกิดผลรวดเร็ว ลดผลข้างเคียง ทำให้ใช้ยาขนาดน้อย และเสริมสุขภาพได้ด้วย

4. การฝังเข็มลดความอ้วน ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน จำเป็นต้องแยกภาวะร่างกายให้ถูกต้อง จึงจะเลือกจุดให้เหมาะกับคนไข้และได้ ผลดี จึงต้องพิจารณาให้การรักษาให้ สอดคล้องภาวะองค์รวมของร่างกาย  ในขณะที่แพทย์สมัยใหม่ ไม่ค่อยสนใจ แยกภาวะแกร่ง-พร่องของร่างกายมักเน้นไปที่การทำอย่างไรจึงจะลดน้ำหนักให้มากที่สุดเป็นเป้าหมายสูงสุด

5. การขับปัสสาวะ การขับของเสีย แผนปัจจุบันเน้นที่การให้ ยาขับน้ำ ขับอาหารตกค้าง ด้วยยาขับปัสสาวะ ยาขับอุจจาระ แพทย์แผนจีนใช้จุดฝังเข็มกระตุ้นพลังการ ย่อยระบบของม้าม ขับความชื้น ขับน้ำ ด้วยการใช้เข็ม หรือยาบำรุงม้าม ขับชื้น ขับปัสสาวะ

6. เพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย นอกจากการเพิ่มกิจกรรมและการออกกำลังกายให้มากขึ้นแล้ว แผนปัจจุบันใช้ยาฮอร์โมนไทรอยด์ไปกระตุ้นการใช้พลังงาน การฝังเข็มใช้การกระตุ้นจุดเพิ่มให้เกิดพลัง ในการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งผลของยาสมัยใหม่จะเร็วกว่า เพราะ เสริมจากภายนอกเข้าไป แต่การฝังเข็มจะปรับจากพื้นฐานภายใน ถ้าพลังไม่พออาจเสริม ด้วยอาหารหรือยาสมุนไพร

7. การลดความอ้วนด้วยวิธีการของแผนปัจจุบัน จะเห็นผลในระยะแรกรวดเร็วทันใจ เป็นการเข้าแทรกแซงกลไกของร่างกายโดยใช้สารเคมี ฮอร์โมน สามารถควบคุมภาวะของร่างกายตามความต้องการได้ แต่ผลที่ ตามมาทำให้ระบบต่างๆของร่างกายแปรปรวนมีภาวะแทรกซ้อนสูงเมื่อบริโภคระยะยาวและปริมาณมาก ในขณะที่แผนจีนเน้นการปรับสมดุลเน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ผลจะช้าไม่ทันใจ ต้องการปรับปรุงลักษณะการกินอาหารให้ถูกหลักยิน-หยาง ต้องการการรักษาต่อเนื่องอย่างเข้าใจจึงเหมาะสำหรับคนที่ไม่รีบร้อนและมีปัญหาสุขภาพมาก

8. ไม่ว่าการรักษาแบบแผนไหนก็ตาม ทั้งหมดก็ล้วนสรุปมาสู่ปัญหาการรักษาพื้นฐานคือ การควบคุมตนเองในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกายให้เข้าใจทำใจและลงมือปฏิบัติอย่างเข้มงวด จึงจะเกิดผลอย่างแท้จริง