“เหลียนฮัวชิงเวินเจียวหนัง” ยาจีนสำเร็จรูปป้องกันและรักษาโควิด ความจริงหรือความเท็จ? (1)

สถานการณ์โควิดสายพันธุ์เดลต้าของประเทศไทยต้นเดือนสิงหาคม 2564 มียอดคนติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นทะลุ 20,000 คนต่อวัน และตายเกิน 200 คนต่อวัน ซึ่งดูแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกระยะหนึ่ง ด้วยการประเมินจากจำนวนผู้ฉีดวัคซีนทั่วประเทศที่มีไม่ถึง 10% และการตรวจเชิงรุกหาเชื้อ Covid-19 ด้วย Antigen Kit Test (ATK) และ RT-PCR มากขึ้น

โควิดสายพันธุ์เดลต้า แพร่กระจายค่อนข้างรวดเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยแต่เป็นพาหะ สามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่น โดยเฉพาะคนใกล้ตัว ครอบครัว ชุมชนที่อยู่กันแออัด ในที่อากาศไม่ถ่ายเท ผู้สูงอายุโดยเฉพาะคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และมีโรคประจำตัวจัดเป็นประชากรกลุ่มเสี่ยง เมื่อติดเชื้อแล้ว มีโอกาสลุกลามไปถึงปอด ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย  

ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นอย่างมาก เมื่อมีข่าวผู้ที่เคยได้วัคซีนครบ 2 เข็มแล้วยังติดโควิด โรงพยาบาลมีเตียงไม่พอรองรับ อัตราการครองเตียงในกทม.เต็ม 100% ไอซียูติดลบ มีข่าวผู้ป่วยนอนตายในบ้าน นอนตายข้างถนน คนติดเชื้อในกลุ่มสีเขียวอาการไม่มากต้องแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือแยกกักตัวในชุมชน(Community Isolation) หรือ Hospitel  หรือโรงพยาบาลสนามตามสถานะและเงื่อนไขของแต่ละคน

ยาและสมุนไพรที่ผู้คนเรียกหาในท้องตลาด

เมื่อระบบสาธารณสุข บุคคลากรทางการแพทย์เริ่มรับมือไม่ไหวกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น กระแสความตื่นตัวของประชาชนในการเตรียมพร้อมและช่วยตนเองไม่ว่าคนที่ยังไม่ติดเชื้อ คนที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือติดเชื้อแล้วเริ่มมีอาการ รวมทั้งคนที่มีอาการหนักแล้ว แต่อยู่กับบ้านรอเตียง ทุกคนพยายามช่วยตัวเองด้วยการขวนขวายไขว่หาสมุนไพรหรือยาต่างๆตามที่ได้รับการแชร์ โฆษณาและบอกกล่าวกันมาเพื่อมีไว้ใช้ป้องกันและรักษาตนเอง บางครั้งการรับข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆโดยขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แทนที่จะได้ยามาสร้างเสริมภูมิคุ้มกันกลับจะลดภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย

ยาและสมุนไพรที่แนะนำกันส่วนใหญ่ คือ เพื่อใช้ป้องกันและรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อและเริ่มมีอาการ คือผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียวเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นกลุ่มสีเหลืองและสีแดง ลดความรุนแรงป้องกันเชื้อลงปอด ลดอาการและหายจากโรคเร็วขึ้น. ผู้ป่วยสีเขียวเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อ ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ตาแดง มีผื่น อาจมีถ่ายเหลว โดยไม่มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือปอดอักเสบ

ส่วนมากเป็นยาที่ใช้รักษามีสรรพคุณยับยั้งการเพิ่มจำนวนไวรัสในระยะแรก ไม่มีผลในการใช้เพื่อการป้องกันการติดเชื้อ

1. ยาฟาวิพิราเวียร์

ใช้เพื่อการรักษาเมื่อมีการติดเชื้อและมีอาการ แพทย์จะใช้ฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รับไว้ในสถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรคระบุให้ใช้กับผู้มีอาการและมีปอดอักเสบ ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่ยังไม่มีอาการ หรือใช้เพื่อป้องกันโรค เพราะหากนำมาใช้เกินจำเป็นจะส่งเสริมการดื้อยาของเชื้อไวรัส และทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

กรณีผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการไม่มาก แต่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง เช่น อายุมาก เป็นเบาหวาน หรืออ้วนมาก เป็นต้น หรือแม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น แพทย์อาจมีดุลยพินิจเริ่มใช้ยานี้ได้ในทันที

การใช้ยาหลักอย่างยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส SARS CoV2 ที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ยาฟาวิพิราเวียร์อยู่ในรูปแบบยาเม็ด ขนาดยาที่ใช้สาหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 9 เม็ดทุก 12  ชั่วโมงในวันแรก และลดเหลือครั้งละ 4  เม็ด ทุก    12    ชั่วโมงในวันที่เหลือ  ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามวันและเวลาที่กาหนดอย่างเคร่งครัด ระยะเวลาในการรักษาอยู่ที่ 5-10 วัน    ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายอาการข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น    คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตับอักเสบ เป็นต้น

“ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) คิดค้นในประเทศญี่ปุ่นปี พ.ศ. 2545 เริ่มใช้ในประเทศญี่ปุ่นสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ปี พ.ศ. 2557 นำมารักษาโรคโควิด-19 ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ยาฟาวิพิราเวียร์มีประสิทธิภาพช่วยให้อาการดีขึ้น ลดความรุนแรงของโรค ลดจำนวนไวรัสในร่างกาย คำแนะนำ  ถ้าจะใช้ฟาวิพิราเวียร์ต้องรีบให้ตั้งแต่เริ่มมีอาการในคนป่วยที่มีความรุนแรงน้อยหรือปานกลาง ถ้าให้ช้าไปจะไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามมีบางข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่ายาฟาวิพิราเวียร์ อาจไม่มีประสิทธิภาพดีมากในการรักษาโควิด-19 ซึ่งต้องรอการสรุปผลการศึกษาต่อไป

 2. ฟ้าทะลายโจร (穿心莲)

ไม่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ใช้เพื่อรักษาโรคโควิด-19 หรือมีเหตุผลเชื่อได้ว่ามีการติดเชื้อโควิด-19

ใช้รักษาเมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อหรือรู้ว่าสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิดและเริ่มมีอาการป่วย ปัจจุบันเนื่องจากเชื้อโควิด-19 สายพันธ์ุเดลต้ามีความรุนแรงมาก  วันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีการเสนอแนวทางการใช้ขยายเพิ่มไปในกลุ่มคนที่ตรวจพบการติดเชื้อ แม้ไม่มีอาการ รวมถึงผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเช้ือโควิด – 19 ท่ีมีความเป็นไปได้สูงที่จะติดเชื้อ โดยไม่ต้องรอผลการตรวจหาเชื้อ เพราะการยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จะได้ผลดีต้องให้เร็วที่สุด ในระยะเริ่มต้นขณะที่เชื้อยังน้อย (ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ)

จัดเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2542  เพื่อใช้แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ แก้ไอ ระงับอาการอักเสบ  พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล

สรรพคุณยาตามแพทย์แผนจีน คือ ขับพิษ ขับร้อน ทำให้เลือดเย็น ลดบวม สลายความชื้น  ทางคลินิกใช้รักษาไข้หวัดมีไข้  ฝีหนอง ปัสสาวะแสบขัดร้อน เจ็บคอ พิษงูกัด ฯลฯ

ยาฟ้าทะลายโจรไม่ได้มีส่วนช่วยในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างใด แต่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส   เป็นยารสขม ฤทธิ์เย็นมาก มีสารสำคัญคือ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) สามารถลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ไม่รุนแรง สามารถป้องกันไม่ให้มีอาการป่วยหนัก รุนแรง ป้องกันปอดอักเสบ

การใช้ฟ้าทะลายโจรต้องใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง คือมีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์  180 มิลลิกรรมต่อวัน โดยแบ่งกิน 3 เวลาเป็นเวลา  5วัน

ข้อควรระวัง

– ไม่ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง

– ไม่ใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)  ยาแอสไพริน โคลพิโดเกรล และวาร์ฟาริน ยาลดความดัน เพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้

– คนที่ร่างกายพร่อง ขี้หนาว อาหารไม่ย่อย ถ่ายเหลว มีโอกาสเกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น และอาจเกิดลมพิษได้

– ทำให้ตับอักเสบได้ ในกรณีใช้เกินขนาดและรับประทานต่อเนื่องนานๆ

– ห้ามใช้ ในผู้ที่มีอาการแพ้ ฟ้าทะลายโจร หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดทารกพิการได้

3.  สมุนไพรจีนรักษาโควิด -19

ในช่วงการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศจีนได้สรุปและวิจัยยาและตำรับสมุนไพรจีนจากประสบการณ์ทางคลินิกในการรักษาโรคโควิด-19 เป็น “  ยาสมุนไพรสำเร็จรูป 3 ชนิด ตำรับยา 3 ตำรับ “三药三方”

ตำรับยา 3 ตำรับ “三方”ส่วนใหญ่ใช้เป็นยาสมุนไพรต้มที่ปรับตัวยาตามสภาพผู้ป่วยและพื้นที่ระบาดของโรค ได้แก่

1. ชิงเฟ่ยผายตู๋ทัง (清肺排毒汤)

2. ฮว่าสือไป้ตู๋ฟาง (化湿败毒方)

3. เซวียนเฟ่ยไป้ตู๋ฟาง(宣肺败毒方)

ในประเทศจีนได้อนุมัติให้ใช้ยาแพทย์แผนจีน traditional Chinese medicines (TCM) โดยได้เพิ่มรายชื่อยาตามการแพทย์แผนจีน 3 ชนิดที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์เข้าไว้ในรายชื่อยาที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 สมุนไพรสำเร็จรูปรักษาโควิด -19

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรจีน 3 ชนิด “ 三药” ใช้ในการรักษาโรคระบาดเกี่ยวข้องกับไวรัส คือ

1. เหลียนฮัวชิงเวินเจียวหนัง (连花清瘟胶囊)  เคยใช้ในการรักษาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส (SARS)非典”ปี 2546 และโรคไข้หวัดนก H7N9” ในช่วงปี 2556

2. จินฮวาชิงก่านเคอลี่ (金花清感颗粒) เคยใช้รักษา  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ( Influenza A virus H1N1) ในปี 2552

3.. ยาฉีดเซวี๊ยะปี้จิ้ง(血必净注射液) เป็นยาที่ใช้ในโรคโควิด -19 ระยะรุนแรง คือมีการอักเสบของปอด

***คนที่ไม่มีอาการ ไม่ติดเชื้อโควิด-19 อย่าใช้ยารักษา 3 ขนานนี้ไปรับประทานเพื่อการป้องกันโรคโควิด-19 (没有症状、未感染新冠肺炎的市民,不要服用这些药物,更不能通过服用这三种“治疗”的药来“预防”新冠肺炎)

เรื่องราวที่น่าสนใจยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ